จะบอกเขาได้อย่างไร

posted on 13 Oct 2011 17:19 by bannok

 

ตั้งแต่กลายเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีนี่ เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าบอกใครไปกี่คนแล้วว่า "เราติดเชื้อเอชไอวีนะ" บางคนก็ยังดีๆอยู่กับเรามาจนถึงทุกวันนี้ บางคนก็ทำใจดีๆแต่ตอนแรกๆแล้วก็หายไป ที่พูดมานี่ไม่ใช่แฟนหรืออะไร แต่เป็นคนใกล้ตัวที่เราอยากให้รู้ เพื่อเราจะได้เรียนรู้การอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่วายจะหายไปเลย แม้แต่กระทั่งเพื่อนที่เป็นแพทย์เป็นหมอก็ไม่วาย เราเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ในเมื่อมันไม่ได้ติดกันง่ายๆ หรือหายใจรดต้นคอกันแล้วติดเสียเมื่อไหร่
 
แต่พอเวลาเนิ่นนานมา ทำให้เราได้รู้ว่าความเป็นภาระ ทั้งกายทั้งใจทำให้คนต้องละทิ้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีไป คือพวกเขามองข้ามไปถึงเมื่อพวกเราป่วยแล้วพวกเขาจะทำอย่างไร เมื่อวันที่เราผ่ายผอมตัวดำๆเกร็งๆเห็นแต่ฟันแล้วเขาจะทำอย่างไร ภาพแบบนั้นมันตามมาหลอกหลอนติดตาคนทั่วไปตามสื่อต่างๆอยู่ตลอดเป็นระยะๆ
 
เราอยากจะบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว คนกลุ่มแรกที่คุณควรจะบอกมากที่สุดคือคนใกล้ตัวที่สุด นั่นคือครอบครัว พี่น้อง เพื่อนสนิทนี่ต้องให้แน่ใจว่าสนิทกันจริงๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่สนิทใจกันไป
 
บอกเขาไปเลยว่าเราไม่สบาย "เราอาจจะอยู่ดูโลกนี้ไม่ได้นานเท่าเขานะ แต่เราก็อยากจะอยู่ ช่วยให้เราได้อยู่ได้เห็นโลกนี้ไปนานๆหน่อย" หากพวกเขาเหล่านั้นรักเราจริงๆ เขาต้องอย่เคียงข้างเราตลอดไป
 
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่า อาจจะยากสักหน่อยที่จะเอ่ยปากบอกใครสักคนว่าตัวเรานั้นติดเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้วนะ หรือใครสักคนมาบอกคุณว่าเขานั้นติดเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว
 
อยากให้คุณเข้าใจว่า ทุกชีวิตต้องดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอด เพียงแต่เราจะเปิดทางและร่วมกันให้โอกาสเขาได้อยู่ในพื้นที่ของสังคมต่อไปหรือไม่
 
"ก่อนจิตดับลับไปไม่คืนหวน ดุจดวงเดือนชีวิตปลิดปลิวหาย ฤทัยไม่อาจคลาดความตาย จึงเลือนหายลอยลับดับชีวา แม้อยากยื้ออยากอยู่สู้ค้ำฟ้า แต่เวลานั้นหมดปลดสิ้นบุญ"
เมื่อไม่กี่วันมานี่ได้นั่งเปิดดูยูทูปย้อนหลัง ดูรายการคนค้นคน ตอน เมื่อวันที่แม่กลับบ้าน เป็นเรื่องของแม่ที่จากลูกมาทำงานกรุงเทพฯ แล้วกลับไปด้วยอาการโรคเอดส์ มี 3 ตอน ดูแล้วน้ำตาไหลสงสาร แล้วย้อนมาคิดถึงเรื่องตัวเอง ทำให้ได้คิดอะไรหลายๆอย่าง ที่เราหนอดิ้นรนให้มีชีวิตอยู่รอดในสังคม ใช้แรงกายแรงใจสู้ไปวันๆโดยที่ไม่ได้นึกถึงสุขภาพตัวเอง ตอนนี้ยังแข็งแรงดีเพราะยาต้านไวรัสยังออกฤทธิ์ได้ดี แต่ถ้าวันไหนที่ร่างกายไม่รับยาแล้วหรือปฏิเสธยาที่กำลังกินต้านไวรัสอยู่ เมื่อนั้นเราคงไม่ต่างไปจากเรื่องราวที่เล่ากันมาซ้ำๆซากๆของวัฏจักรชีวิตคนติดเชื้อโรคเอดส์ มันฟังดูน่ากลัวนะแต่เราต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะถ้าไม่สู้แล้วกายกับใจมันก็จะไม่อยู่ด้วยกัน มันจะแยกจากกันแล้วเราก็ไม่สามารถจะฝืนกับสังขารได้
ขอบคุณตัวเองที่ทุกๆวันกำลังยังดีเลยทำให้ร่างกายอยู่ดีไปด้วย

กลับมาอีกครั้ง

posted on 02 Oct 2011 21:55 by bannok
ห่างหายไปจากบล็อคนี้นานมากๆ วันนี้ได้กลับมาเยี่ยมอีกครั้งรู้สึกดีใจที่ยังเข้ามาเขียนเรื่องราวต่างๆได้อยู่ หายไปนานเพราะชีวิตยังคงโลดแล่นอยู่ในพื้นที่คนปรกติ แต่ก็ยังคงต้องแวะเวียนเข้าไปโรงซ่อมสุขภาพอยู่ตลอด
สัญญาว่าจะกลับมาเขียนเรื่องราวต่างๆ ว่าที่หายไปนานไปทำอะไรมาบ้าง